วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

หน้า1วันนี้

มือปืนซิ่งปิกอัพตามซัลโวปมมาจากการเมืองท้องถิ่นหนุนผู้สมัครเลือกส.อบจ. ประกบยิงถล่มโหดปลิดชีพ “นายกมวย” นายกเล็กดอนขมิ้น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ขณะขี่รถ จยย.กลับจากงานบวชกลางดึก ตกเป็นเหยื่อแก๊งมือปืนซิ่งปิกอัพไล่ตามกระหน่ำยิงจนรถเสียหลักตกข้างทาง นอนจมเลือดบาดเจ็บสาหัสอยู่ในพงหญ้าริมถนนนานหลายชั่วโมง ชาวบ้านได้ยินเสียงปืนแต่ไม่กล้าออกไปดู ญาติๆโทรศัพท์เข้ามือถือไม่รับสายเลยเอะใจรีบแจ้งตำรวจออกตามหา จนพบร่างถูกยิงปางตายนอนหายใจรวยรินอยู่ริมถนน โร่พาส่งโรงพยาบาลแต่แพทย์ยื้อชีวิตไว้ไม่ได้ ตำรวจพุ่งปมมรณะมาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่นที่ผู้ตายสนับสนุนผู้สมัคร ส.อบจ.ที่จะมีการเลือกตั้งเร็วๆนี้ การเมืองท้องถิ่นเดือดระอุ มือปืนโหดตามล่าเด็ดชีพนายกเล็กรายนี้เปิดเผยเมื่อเวลา 00.01 น.วันที่ 5 มี.ค. ร.ต.ท.ศักรินทร์ เกสรเทียน ร้อยเวร สภ.ลูกแก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ได้รับแจ้งเหตุคนถูกยิงอยู่ริมถนนสายลูกแก-ห้วยกระบอก หมู่ 5 ต.ดอนขมิ้น จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ไพโรจน์ คุ้มภัย ผกก. พ.ต.ท.ก้องเกียรติ ตั้งกิติกุล รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.เลอศักดิ์ บรรจง รอง ผกก.สส. นำกำลังไปตรวจสอบ ที่เกิดเหตุบริเวณริมถนนข้างคลองไส้ไก่ซึ่งมีพงหญ้ารกชัฏ พบรถ จยย.ฮอนด้าซี 50 สีชมพูขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนล้มอยู่ โดยมีร่างนายศุภกิจ สิทธิวิไล อายุ 52 ปี หรือนายกมวย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลดอนขมิ้น นอนจมกองเลือดหายใจรวยริน ถูกยิงด้วยปืนไม่ทราบขนาดเข้ากลางหลังทะลุลิ้นปี่ 2 นัด ไหล่ขวา 1 นัด และเฉี่ยวใบหูขวา 1 นัด จึงช่วยเหลือนำส่ง รพ.ซานคามิลโล อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา สอบสวนทราบว่านายศุภกิจผู้ตายเป็นนายก อบต.ดอนขมิ้น 2 สมัย ก่อนยกระดับเป็นเทศบาลตำบลดอนขมิ้น เมื่อ 1 ปีเศษที่ผ่านมา โดยผู้ตายเป็นญาติของนายอาทิตย์ สิทธิวิไล อดีต ส.อบจ.กาญจนบุรี ทีมของนายรังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ อดีตนายก อบจ.กาญจนบุรี และยังเป็นน้องชายของนายอรรถพล สิทธิวิไล หรือนายกแอ๊ด นายกเทศบาลตำบลลูกแก ก่อนเกิดเหตุช่วงประมาณ 1 ทุ่มเศษคืนที่ผ่านมา ผู้ตายกลับจากเป็นประธานงานมอบรางวัลของคาราบาวแดงที่วัดดอนขมิ้น มาถึงบ้านสักพักมีคนโทรศัพท์เชิญให้ไปร่วมงานบวชที่บ้านชาวบ้านอยู่ห่างจากบ้านผู้ตายประมาณ 2 กม. ผู้ตายจึงขี่รถ จยย.ไปร่วมงาน เสร็จแล้วแวะซื้อของในวัดดอนขมิ้นก่อนมุ่งหน้ากลับบ้าน มีพยานระบุว่า ระหว่างนั้นสังเกตเห็นชายวัยกลางคนต้องสงสัยคนหนึ่งถือกระเป๋าใส่กีต้าร์ เหมือนจะติดตามดูความเคลื่อนไหวของผู้ตาย เมื่อผู้ตายขี่รถ จยย.ออกจากวัดจะกลับบ้านมาตามถนนสายดังกล่าว อีกเพียง 500 เมตรจะถึงบ้าน ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนขับรถปิกอัพไม่ทราบสี ยี่ห้อ และทะเบียน ไล่ตามประกบยิงถล่มใส่หลายนัดจนรถ จยย.เสียหลักล้มคว่ำลงไปในพงหญ้าข้างทาง ก่อนเร่งเครื่องหลบหนีไป ช่วงนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่มเศษ มีชาวบ้านได้ยินเสียงปืนแต่ไม่กล้าออกไปดู จนกระทั่ง 4 ทุ่มกว่ามีพรรคพวกและญาติ ๆ โทรศัพท์เข้ามือถือของผู้ตายหลายครั้งแต่ไม่รับสาย รู้สึกเอะใจจึงโทรศัพท์ประสาน พ.ต.อ.ไพโรจน์ คุ้มภัย ผกก.สภ.ลูกแก นำกำลังตำรวจออกค้นหาจนพบร่างผู้ตายถูกยิงนอนจมเลือดอยู่ริมถนน รีบช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลแต่เสียชีวิตดังกล่าว ต่อมาเวลา 10.30 น.วันเดียวกัน พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สมบูรณ์ ฮวบบางยาง รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.โชต วีรเดช-กำแหง ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรี พร้อมชุดสืบสวนภาค 7 และชุดสืบสวน ภ.จ.กาญจนบุรี เดินทางมายัง สภ.ลูกแก ประชุมร่วมกับ พ.ต.อ.ไพโรจน์ คุ้มภัย ผกก.สภ.ลูกแก ใช้เวลาเกือบ 2 ชม. จากนั้นเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ไม่พบปลอกกระสุนปืนของคนร้าย คาดว่าน่าจะใช้ปืนลูกโม่ในการก่อเหตุ พล.ต.ต.สมบูรณ์ ฮวบบางยาง รอง ผบช.ภ.7 เผยว่า เบื้องต้นตำรวจตั้งปมสังหารมาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่นระดับจังหวัด ซึ่งตามแนวทางการสืบสวนทราบว่า ผู้ตายให้การสนับสนุนผู้สมัคร ส.อบจ.คนหนึ่งที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 18 มี.ค.นี้ อาจเป็นไปได้ว่ามีความขัดแย้งกับคู่แข่งทางการเมืองอย่างรุนแรงจนถูกฝ่ายตรงข้ามว่าจ้างมือปืนมายิงทิ้ง ตำรวจจะได้สืบสวนหาเบาะแสคลี่คลายคดีเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. กล่าวว่า คดีนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์  ดามาพงศ์  ผบ.ตร. เน้นย้ำไปยัง  พล.ต.ท.หาญพล  นิตย์วิบูลย์  ผบช.ภ.7 เร่งติดตามสืบสวนจับกุมผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว  เบื้องต้นทราบว่านายศุภกิจ  ผู้ตาย  เป็นหัวคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.อบจ.รายหนึ่ง ตำรวจตั้งประเด็นการเสียชีวิตไว้ 2 แนวทางคือ  เรื่องการเมืองท้องถิ่นกับขัดผลประโยชน์การประมูล โดย  ผบช.ภ.7 ได้สั่งการให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง  พร้อมทั้งระดมฝ่ายสืบสวนปูพรมหาพยานหลักฐานอย่างเข้มข้นแล้ว  ทั้งนี้ ในวันที่ 7 มี.ค.  ผบช.ภ.7 จะเรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ที่ บก.ภ.จ.กาญจนบุรี พร้อมยืนยันว่าจะรีบดำเนินการคลี่คลายคดีและติดตามตัวคนร้ายมาให้ได้โดยเร็ว กระเทยแสบลวงเด็ก บังคับด.ญ.14ค้ากามพ่อบุกช่วยคาห้องเช่า ลูกสาววัย 14 ปี หายจากบ้านไปเกือบครึ่งเดือน พ่อสืบหาจนรู้ถูกกะเทยแสบ ฉายา “เจเจ้ เมืองนนท์” ลวงมาค้าประเวณี และขังไว้ในบ้านเช่า ซอยกรุงเทพฯ-นนท์ 2 ก่อนพาญาติบุกไปช่วยออกมาได้พร้อมเหยื่อกามรุ่นเดียวกันอีก 3 คน จากนั้นคุมตัวกะเทยแสบ และคนในห้องส่งตำรวจ ด้านเหยื่อกามแฉ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นสีกากีเมืองนนท์ บางรายบังคับให้เสพไอซ์สร้างอารมณ์ก่อนร่วมเพศด้วย แฉซ้ำอีก ถ้าช่วยไม่ทันมีสิทธิถูกส่งไปขายตัวต่อที่พัทยา ส่วนกะเทยตัวดีกรีดน้ำตา เปล่าบังคับ โบ้ยเด็กขายตัวอยู่ก่อนแล้ว จับกะเทยแสบจัดเด็กสาวบำเรอกามตำรวจนนทบุรี โดยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 มี.ค. นายอ้น (นามสมมติ) อายุ 35 ปี นำตัว ด.ญ.อ๋อย (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ลูกสาว เรียนอยู่ชั้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.อิสระ วิทยาศิริภัค พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.บางขุนนนท์ ให้ดำเนินคดีกับนายจีระศักดิ์ ช้างดอนไพร อายุ 21 ปี หรือ “เจเจ้ เมืองนนท์” อยู่บ้านเลขที่ 182/67 หมู่ 6 ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการค้าประเวณี หลังพาญาติพี่น้องบุกช่วยลูกสาวที่หายออกจากบ้านไปนานเกือบ 2 อาทิตย์ จากห้องพักของนายจีระศักดิ์ในเขตพื้นที่ อ.เมืองนนทบุรี นายอ้นกล่าวว่า ด.ญ.อ๋อย ลูกสาวตนหายออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา แจ้งความไว้ที่ สน.บางขุนนนท์ พร้อมติดตามหาข่าวลูกสาวมาโดยตลอด กระทั่งเช้ามืดวันเดียวกันนี้ รู้ข่าวลูกสาว ถูกกะเทยชื่อ “เจเจ้ เมืองนนท์” ขังไว้ที่ห้องเช่าเลขที่ 154/4-8 หมู่ 6 ซอยกรุงเทพฯ-นนท์ 2 ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี จึงพาญาติบุกไปช่วยเหลือ โดยวินาทีแรกแทบจะรับไม่ได้ เพราะเห็นสภาพลูกสาวนอนเบียดเสียดอยู่กับเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันอีก 3 คน อยู่บนพื้นห้องที่เล็กเท่ารังหนู นอกจากนี้ยังมีชายวัยรุ่น 2 คน และกะเทยอีก 4 คน นอนรวมกันอยู่ด้วย จึงปลุกทุกคนให้ตื่น และเชิญตัวมาที่ สน.บางขุนนนท์ ให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำ เบื้องต้น ด.ญ.อ๋อยให้การว่า มีเพื่อนชวนไปอยู่กับนายจีระศักดิ์ หรือ “เจเจ้ เมืองนนท์” ที่ห้องดังกล่าว อ้างว่ามีที่อยู่สบาย มีที่พัก มีเสื้อผ้าสวยๆใส่ มีอาหารให้กินอิ่มทุกมื้อ แต่เมื่อมาถึงกลับถูกนายจีระศักดิ์ยึดโทรศัพท์มือถือ บังคับให้อยู่แต่ในห้อง หากมีลูกค้าหื่นกามติดต่อเข้ามาจะถูกนายจีระศักดิ์พาตระเวนไปให้ดูตัวตามโรงแรมย่านถนนแจ้งวัฒนะ และถนนพระราม 5 จ.นนทบุรี ถ้าตกลงซื้อบริการ จะคิดค่าตัวครั้งละ 1,500-3,000 บาท เมื่อเสร็จกิจแล้ว นายจีระศักดิ์จะให้เพื่อนกะเทย ไม่ทราบชื่ออีก 2-3 คน ที่รอรับตัวอยู่หน้าโรงแรม พาขึ้นรถแท็กซี่กลับห้องเช่าทันที เพื่อป้องกันการหลบหนี โดยไม่เคยได้รับค่าตัวแม้แต่บาทเดียว อย่างดีคือให้ข้าวกิน พาไปทำผม และซื้อเสื้อผ้าแนววาบหวามให้ใส่เท่านั้น ขณะที่เด็กสาวเหยื่อกะเทยแสบอีก 3 คน อายุ 13 ปีเท่ากัน ซึ่งถูกบังคับค้าประเวณี และให้พักอยู่กับกะเทยแสบที่ห้องดังกล่าว ร่วมกันให้การว่า ก่อนหน้านี้เรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.ต้น ที่โรงเรียนชื่อดังย่านสามเสน และบางซื่อ แต่ถูกนายจีระศักดิ์หลอกมาค้าประเวณี ตลอดเวลาเหมือนติดคุก ไม่เคยได้ออกไปไหน และไม่เคยได้ใช้โทรศัพท์ โดยนายจีระศักดิ์จะพาพวกตนไปตามโรงแรมต่างๆ เวลามีลูกค้าติดต่อขอซื้อบริการทางเพศ สำหรับลูกค้ามีหลายประเภท บางรายเป็นพวกจิตวิปริต ต้องถ่ายคลิปวีดิโอขณะร่วมเพศไว้ดูด้วย โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นตำรวจใน จ.นนทบุรี เพราะก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กันจะถอดปืน วิทยุสื่อสาร และกุญแจมือ วางไว้บนหัวนอน บางคนยังนำยาไอซ์มาให้เสพเพื่อสร้างอารมณ์ก่อนมีเพศสัมพันธ์กันด้วย แต่พวกตนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะเกรงตำรวจบ้ากามพวกนี้จะไปบอกให้กะเทยแสบรู้ และเมื่อกลับมาถึงห้องจะถูกตบตีอย่างทารุณเป็นการลงโทษ ขณะที่นายจีระศักดิ์กรีดน้ำตาบอกนักข่าวว่า ปกติจะช่วยแม่ขายก๋วยเตี๋ยวและขนมจีนตามงานวัด ส่วนเด็กๆพวกนี้หนีจากบ้านมาอยู่ที่ห้องกับตน ไม่ได้ล่อลวงแต่อย่างใด ส่วนเรื่องค้าประเวณีเด็กพวกนี้ต่างทำกันมาก่อนแล้ว ซ้ำยังบอกตนว่า ต้องการมีเสื้อผ้าสวยๆ มีข้าวของเครื่องใช้ดีๆ ตนไม่ได้บังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ระหว่างที่พักกับตน มักแอบใช้เบอร์ที่ห้องโทร.ไปนัดลูกค้า และนำเงินกลับมาแบ่งให้คราวละ 500 บาท เป็นค่าที่มาพักอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม จะแจ้งความดำเนินคดีกับนายอ้น พ่อเด็กที่พาพวกไปบุกห้องเช่าเอาปืนจ่อหัว และทุบตีตน บังคับให้เดินทางมาโรงพักด้วย ด้าน พ.ต.อ.เชวงศักดิ์ สินสูงสุด ผกก.สน.บางขุนนนท์ กล่าวหลังสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องว่า ผู้ชาย 2 คน และกะเทยอีก 3 คน ที่อยู่ในห้องเช่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี จึงปล่อยตัวกลับไป ส่วนนายจีระศักดิ์ หรือ “เจเจ้ เมืองนนท์” ได้คุมตัวไว้ตั้งข้อหาพรากผู้เยาว์เอาไว้ก่อน จากนั้นจะส่งตัวเด็กหญิงเหยื่อทั้ง 4 คน ไปตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด และตรวจร่างกายหาร่องรอยการถูกข่มขืน โดยเช้าวันที่ 6 มี.ค. จะนัดเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ และผู้ปกครองของเด็กมาสอบปากคำร่วมกันอีกครั้ง ก่อนจะนำคำให้การและผลตรวจร่างกายมาพิจารณาเพื่อแจ้งข้อหาดำเนินการกับนายจีระศักดิ์ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ต่อมาเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.อิสระ วิทยาศิริภัค พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.บางขุนนนท์ พร้อม พ.ต.ท.พจนาจ งบพิมาย สว.สส.สน.บางขุนนนท์ พาตัวเด็กหญิงผู้เสียหายทั้ง 4 คน ไปชี้จุดเกิดเหตุที่ห้องเช่าเลขที่ 154/4-8 หมู่ 6 ซอยกรุงเทพ-นนท์ 2 ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี เพื่อถ่ายภาพประกอบสำนวนคดี โดยมีเด็กบางคนให้การเพิ่มเติมว่า นายจีระศักดิ์อยู่ระหว่างติดต่อเอเย่นต์ค้ากามในพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อขายตัวเด็กทั้ง 4 คน ให้ในราคาคนละ 30,000-40,000 บาท หากไม่ได้รับการช่วยเหลือในวันสองวันนี้ ไม่แน่อาจไม่ได้เจอหน้าพ่อกับแม่อีก ที่ผ่านมา นายจีระศักดิ์ล่อลวงเด็กหญิงมาเป็นทาสกามให้ลูกค้าหลายรุ่นแล้ว บางคนมีลูกค้าซื้อตัวไปชุบเลี้ยงดูแลเป็นการถาวร หากใครโชคร้ายจะถูกส่งไปอยู่กับเอเย่นต์ค้ากามรายอื่นๆเป็นทอดๆ

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

มัลลิกาจ่อฟ้องกลับ ยิ่งลักษณ์-พร้อมพงศ์ ฐานแจ้งความเท็จ

จากกรณีที่นส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ถูกน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และทนายความไปแจ้งความที่ สน.ลุมพินีคดีหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรีนั้น น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกปชป. กล่าวว่า ตนจะไปแจ้งความกลับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และทนายความอีก 2 คน เช่นกันในข้อหาแจ้งความเท็จ โดยมีการบิดเบือนตัดแปะข้อความคำแถลงข่าวของตนเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ซึ่งตนมีหลักฐานคำแถลงข่าวทั้งหมด ด้วยการถืออำนาจในประเทศมาเอาคดีความ นั่นก็ถือว่าเป็นการรังแกผู้หญิงเช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555

รองนายกรัฐมนตรีโชว์ ใบรับรองแพทย์ ยันป่วยจริง

รองนายกรัฐมนตรีโชว์ ใบรับรองแพทย์ ยันป่วยจริง Mthai News ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์ ออกแถลงการณ์เตือนการฟ้องสื่อของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี อาจเป็นการคุกคามสื่อฯ โดยยันยันว่า ไม่ได้คุกคามสื่อ แต่เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย และไม่ได้ปิดปากสื่อฯ เพราะสื่อฯไทยมีอิสระเสรีมาก พร้อมกันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังได้นำใบรับรองแพทย์ย้อนหลังมายืนยันต่อสื่อมวลชน ว่า แพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการก้านหูอักเสบและเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 โรงพยาบาลเมื่อปี 2552 ขณะที่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะ ส.ส.ร.ยังไม่เกิดขึ้น จึงยังไม่ทราบว่าจะแก้ไขประเด็นใด ทั้งนี้ ยืนยันมาตลอดว่า ส.ส.ร.ต้องมี 99 คน และรัฐบาลย้ำว่าไม่แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนที่นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.เพื่อไทย เสนอยุบรวมศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นแผนกในศาลฏีกา ร้อยตำรวจเอกเฉลิม กล่าวว่า บ้านเมืองพัฒนาไปมากแล้ว การจะยุบรวมทำได้ยากและตนเองไม่สามารถชี้นำ ส.ส.ร.ได้ และจะมีกี่ศาลก็ได้ แต่ต้องมีระบบตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมาไม่มีระบบตรวจสอบศาลหากมีผู้ร้องเรียน ขณะเดียวกันที่ศาลปกครองเห็นว่า หากมีการยุบรวมศาลจะทำให้มีการแทรกแซงศาลนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะหากมีการพิจารณาคดี จะมีการเลือกองค์คณะผู้พิพากษามาพิจารณาคดีที่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น